บทที่ 12 องค์กรมืด

เพียงรัมภายังนอนซมไม่ได้สติอยู่บนเตียง แวบแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นร่างซึ่งเต็มไปด้วยรอยจ้ำ เขาถึงกับต้องเบือนหน้าหนี ไม่คิดว่าเจ้านายจะกระทำกับเพียงรัมภาถึงเพียงนี้ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวไร้สีเลือด เรียวปากซีด แถมหล่อนยังอยู่ในชุดที่ไม่น่ามองสักเท่าไหร่

            “คุณรัมภาครับ ลุกขึ้นมาทานยาหน่อยนะครับ” นาคินพยายามปลุก แต่ก็เก้ๆ กังๆ เพราะไม่อยากจะแตะสัมผัสโดนรอยแผลเนื่องจากเกรงว่า คนป่วยจะเจ็บเอาได้และใบหน้าของเพียงรัมภาก็เบ้ขึ้นเมื่อขยับตัวเพื่อที่จะลุก ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งอย่างหมดแรง   

            “ไหวไหมคะคุณรัมภา” น้อยรีบถามและวางข้าวต้มลงที่หัวเตียง      

            เพียงรัมภาได้แต่ส่ายหน้าไปมา ร่างกายระบมไปหมด ไม่ว่าจะขยับตรงไหนก็ปวดร้าว แม้แต่หายใจหล่อนยังทรมาน   

            “งั้นน้อยป้อนข้าวต้มให้นะคะ เดี๋ยวคุณรัมภาจะได้ทานยา” ยื่นมือสากเข้าไปช่วยประคองร่างร้อนผ่าวขึ้นพิงกับหัวเตียง ก่อนที่จะหยิบข้าวต้มขึ้นมาเพื่อจัดการป้อน ใบหน้าของน้อยเต็มไปด้วยความสงสารไม่ต่างไปจากนาคิน ร่างสวยค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนอีกหนเมื่อทานข้าวและทานยาเสร็จ

            ทั้งสองคนค่อยๆ เดินออกจากห้องหลังจากที่เพียงรัมภานอนหลับไปแล้ว ใบหน้าทั้งสองมองหน้ากันแล้วต้องส่ายหัวอย่างหนักใจ เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเรื่องราวนี้จะมีจุดจบเช่นไร แล้วเมื่อไหร่ถึงจะสิ้นสุดเสียที

ตอนที่ 3 องค์กรมืด

เมืองลับแล ลวงตาด้วยม่านหมอกซึ่งก็เหมือนกับองค์กรหนึ่งซึ่งคนในองค์กรสวมใส่หน้ากากขาว ซึ่งลึกลับซับซ้อน ผู้คนต่างอำพรางปกปิดหน้าตาและชื่อเสียง นายใหญ่ซึ่งกุมอำนาจทุกอย่างก็สวมใส่หน้ากากแต่ทว่ามันคือหน้ากากทองเพื่อบ่งบอกถึงฐานะที่สูงชั้น สถานที่ตั้งขององค์กรมีเพียงแค่คนภายในเท่านั้นที่รับรู้     

            ภายในห้องสีขาวมีโต๊ะไม้ตัวยาว ซึ่งมีรูปอาวุธจำนวนมากแขวนและจัดวางอยู่ตามผนังและบนโต๊ะ วันนี้ก็มีการประชุมอย่างลับๆ ระหว่างนายใหญ่กับหัวหน้าองค์กรคนสนิท ซึ่งชุดที่สวมใส่ล้วนแต่เป็นชุดดำอำพรางแล้วเพิ่มทวีความน่ากลัว     

            มือโยนเอกสารให้คนซึ่งสวมหน้ากากขาว ก่อนที่ใบหน้านั้นจะตื่นตระหนกและตกใจกับสิ่งที่นายใหญ่โยนมาให้ เรื่องราวต่างๆ ก็วิ่งพรั่งพรูเข้าหา วันเวลาหมุนเวียนย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่ทุกคนยังจดจำได้ฝังใจ แต่ไม่มีใครขุดคุ้ยหรือพูดถึง เพราะต้องการปล่อยให้มันกลายเป็นอดีต 

“นายหมายถึงอะไรกันครับ” หัวหน้าขององค์กรหรือโทนี่ ซึ่งโทนี่นั้นเป็นชื่อลับในองค์กรเอ่ยถาม 

            “แล้วแกคิดว่าอย่างไรล่ะ” เสียงเข้มดังทรงอำนาจเอ่ยถาม และภายใต้หน้ากากนั้นก็ฉายแววว่ากำลังหงุดหงิดไม่พอใจ เต็มไปด้วยความกังวล ไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งในอดีตกำลังจะย้อนกลับมาซึ่งงานนี้ไม่เป็นผลดีต่ออำนาจของตนเองอย่างแน่นอน มันอาจจะทำให้สั่นคลอนจนถูกโค่นล้มตำแหน่งที่เป็นอยู่            “นายคิดว่ามันยังอยู่หรือครับ” คนภายใต้หน้ากากขาวก็ชักเริ่มกังวลเช่นกัน 

            “ฉันยังไม่แน่ใจเลยให้แกสืบหา” ท่าทางนั้นนิ่งเฉยราวไม่สะทกสะท้าน แต่ภายในใจก็หวั่นเกรงไม่น้อย    

            “แล้วคนที่ฉันต้องการล่ะ” ไม่ลืมถามถึงในสิ่งที่ตนเองต้องการและเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตก็กรุ่นโกรธทุกหน พร้อมยังจำเรื่องราวในวันวานได้ฝังใจ    

            เหตุการณ์ในครั้งนั้นจะมาโทษเขาไม่ได้ เพราะอำนาจและเงินมันล่อตาล่อใจ ทำให้อยากจะขึ้นแท่นเป็นนายใหญ่แต่เพียงผู้เดียวบวกกับอีกหลายคนให้ความร่วมมือแผนการจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก และผลพวงจากการโค่นล้มนายใหญ่ผู้สวมใส่หน้ากากเงินนั้นคือการได้กำจัดศัตรูหัวใจให้สิ้นซาก กำจัดเพื่อนหน้าด้านที่เข้ามาเป็นมารหัวใจ ได้กำจัดมารหัวขนที่เป็นพยานรักซึ่งเขาแสนจะเกลียดชังแต่ต้องทนทำดีด้วยมาหลายปีและได้ใครบางคนกลับพร้อมทั้งฆ่าทุกคนในครอบครัวของนายใหญ่เพื่อไม่ให้กลับมาแว้งกัดภายหลัง

“ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับนาย” โทนี่ไม่เคยเลยที่จะทำให้ผู้สวมใส่หน้ากากทองต้องหมองใจ ทุกเรื่องที่สั่งนั้นล้วนแต่สำเร็จผลด้วยดีและเรียบร้อยที่สุด และเขาก็ไม่เคยคิดที่จะไปตามสืบในเรื่องราวของนายใหญ่ เนื่องจากไม่อยากจะเอาชีวิตไปทิ้ง สู้ทำตัวเป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ไม่สู่รู้เสียดีกว่า

            “ดีมาก งั้นไปสืบเรื่องนี้มาให้ละเอียดและอย่าให้ใครรู้”        

            “ครับนาย” คำกล่าวของนายใหญ่ โทนี่รับรู้ด้วยการพยักหน้าและจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้ใครรู้แน่นอน เพราะเรื่องนี้ถ้าเป็นจริง ชีวิตของเขาต้องมีภัยเพราะถ้าองค์กรนี้รู้ เขาและทุกคนซึ่งเคยกระทำเรื่องราวในอดีตจะต้องโดนกำจัดทิ้ง เพราะกฎขององค์กรคือ ‘ถ้างานไม่สำเร็จ ต้องเอาชีวิตและครอบครัวของตนเองมาแลก’       

            เขายังจดจำเหตุการณ์นั้นได้ดีซึ่งเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ขององค์กร มีลมหายใจอีกหลายสิบที่ต้องสังเวยชีวิตเพื่ออำนาจและเงินทอง เลือดสีแดงฉานท่วมท้นเปรอะเปื้อนเต็มฝ่ามือและลำตัว ใบหน้า น้ำเสียงของคนซึ่งหวีดร้องวอนขอยังตราตรึงอยู่ในหัวใจ แต่ก็เลือกที่จะกำจัดขวากหนามทิ้งอย่างไม่ปราณี ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทุกคนต่างเรียกมันว่า ‘หน้ากากเงินนองเลือด’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป